TH EN

    บลจ.ทิสโก้ผู้นำด้านการบริหารกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

    ทิสโก้เป็นบริษัทจัดการกองทุนสำรองเลี้ยงชีพรายแรกของประเทศ  โดยให้บริหารกองทุนสำรองเลี้ยงชีพมายาวนานตั้งแต่ปี พ.ศ. 2512  จนถึงปัจจุบัน  ฐานลูกค้าของทิสโก้ครอบคลุมกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ กลาง และเล็ก ในภาคธุรกิจทั้งด้านการผลิตและการให้บริการ  ดังนั้น ด้วยประสบการณ์ต่างๆ ที่ทิสโก้มี จึงเป็นประโยชน์ในการพัฒนาความสามารถของทิสโก้ให้อยู่ในระดับมืออาชีพชั้นแนวหน้า และช่วยปรับปรุงนโยบายการบริหารกองทุนและการบริการ ส่งผลให้ทิสโก้มีความเข้าใจในความต้องการของลูกค้าแต่ละรายเป็นอย่างดี และสามารถสร้างความพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้าได้ 
     

    บริษัทจัดการกองทุนสำรองเลี้ยงชีพรายแรกของประเทศ

    มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญมายาวนานกว่า 51 ปี

    หนึ่งในบริษัทที่มีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารสูงสุด

    ด้วยขนาดกองทุนสำรองเลี้ยงชีพภายใต้การจัดการประมาณ 200,000 ล้านบาท

    มีลูกค้าที่ไว้วางใจเลือกให้บริหารกองทุนมากที่สุด

    ด้วยจำนวนบริษัทนายจ้างมากกว่า 4,600 บริษัท และจำนวนสมาชิกมากกว่า 700,000 ราย

    ข้อมูลจากสมาคมบริษัทจัดการลงทุน (AIMC) ณ วันที่ 31 ตุลาคม 2563

    จากเหตุผลที่กล่าวข้างต้น ประกอบกับประสบการณ์การบริหารกองทุนที่ยาวนาน ทิสโก้ได้มุ่งเน้นการบริหารกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในระยะยาวแก่สมาชิกของกองทุน อีกทั้งความเป็นเลิศในคุณภาพการบริการ มีการพัฒนาเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่องและมีความทันสมัย จึงสามารถคงความเป็นผู้นำในธุรกิจการจัดการบริหารเงินภายใต้กระแสการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว และสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างสมบูรณ์ ทำให้ทิสโก้ยังครองตำแหน่งบริษัทจัดการกองทุนสำรองเลี้ยงชีพชั้นนำที่มีบริษัทนายจ้างให้ความไว้วางใจมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งของประเทศจนถึงปัจจุบัน 


    คำเตือน:

    • ผลการดำเนินงานในอดีต มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต
    • ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน

    บริการของเรา

    TISCO Smart Retirement

    เนวิเกเตอร์ชีวิตช่วยนำทางให้คุณได้สุขทุกวันยันเกษียณ
     

    TISCO Master Fund

    หลากหลายนโยบายตอบโจทย์ความต้องการลงทุน
     

    เครื่องมือวางแผนเกษียณ

    ตัวช่วยในการตั้งเป้าหมายเพื่อวางแผนสู่ความสำเร็จ
     

    ข้อมูลเกี่ยวกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

    กองทุนสำรองเลี้ยงชีพจดทะเบียนคืออะไร

    กองทุนสำรองเลี้ยงชีพจดทะเบียน คือ กองทุนที่จัดตั้งขึ้นด้วยความสมัครใจของนายจ้างและลูกจ้าง โดยมีวัตถุประสงค์ในการสนับสนุนการออมเพื่อเป็นทุนทรัพย์ให้แก่ลูกจ้าง ในกรณีเกษียณอายุ ทุพพลภาพหรือออกจากงาน และเพื่อเป็นหลักประกันให้แก่ครอบครัวของลูกจ้าง ในกรณีที่ลูกจ้างเสียชีวิต

    โดยเงินสมทบที่นายจ้างจ่ายเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพตามพระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ให้ถือเป็นรายจ่ายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีที่จ่ายเท่ากับจำนวนเงินที่บริษัทได้จ่ายสมทบเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ซึ่งเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ 183 (พ.ศ. 2533)

    กองทุนสำรองเลี้ยงชีพประกอบด้วยอะไรบ้าง

    • เงินสะสมจากฝ่ายลูกจ้าง หมายถึง เงินที่ลูกจ้างจ่ายเข้ากองทุนเพื่อตนเอง โดยนายจ้างหักจากเงินค่าจ้างตามอัตราที่กฎหมายกำหนดที่ 2-15% ของเงินค่าจ้าง
    • เงินสมทบจากฝ่ายนายจ้าง หมายถึง เงินที่นายจ้างจ่ายสมทบเข้ากองทุนให้กับลูกจ้างตามอัตราที่กฎหมายกำหนดที่ 2-15% ของเงินค่าจ้าง
    • ผลประโยชน์ หมายถึง ดอกผลที่ได้รับจากการบริหารเงินกองทุนที่อาจเพิ่มขึ้นหรือลดลงตามช่วงเวลา จวบจนถึงวันที่เราเกษียณอายุหรือสิ้นสุดการเป็นสมาชิกกองทุน
    • เงินบริจาค หมายถึง ทรัพย์สินที่มีผู้บริจาคให้กองทุน

    ซึ่งนายจ้างมีหน้าที่นำส่งเงินสะสมและเงินสมทบเข้ากองทุนทุกเดือน เพื่อให้บริษัทจัดการนำเงินไปลงทุนให้งอกเงย ตามวัตถุประสงค์ของการออมเงินเพื่อไว้ใช้หลังเกษียณ สมาชิกกองทุนจะมีสิทธิได้รับเงินจากกองทุนเมื่อสิ้นสุดความเป็นสมาชิก เช่น ลาออกจากงาน หรือเสียชีวิต

    ประเภทของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

    กองทุนเดี่ยว คือ กองทุนที่ประกอบด้วยบริษัทนายจ้างเพียง 1 ราย โดยมีขนาดของกองทุนที่เหมาะสมตั้งแต่ 100 ล้านบาทขึ้นไป ซึ่งการที่กองทุนมีขนาดใหญ่นั้น ทำให้สามารถกระจายความเสี่ยงการลงทุนไปในหลายสถาบันการเงินและหลักทรัพย์หลายประเภท ทำให้สามารถเพิ่มโอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่ดีขึ้นภายใต้ความเสี่ยงที่กองทุนยอมรับได้

    กองทุนหลายนายจ้าง บลจ. ทิสโก้เป็นบริษัทจัดการรายแรกที่ริเริ่มรูปแบบกองทุนประเภทกองทุนหลายนายจ้าง ซึ่งเปิดโอกาสให้บริษัทที่เพิ่งเริ่มจัดตั้งกองทุน บริษัทขนาดกลาง และบริษัทขนาดเล็กที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกันสามารถมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพได้ด้วยการเข้ามาอยู่ร่วมกันในกองทุน

    กองทุนหลายนายจ้างสามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภทได้แก่

    1. กองทุนกลุ่ม (Group Fund) คือ กองทุนที่ประกอบด้วยบริษัทในเครือหลายบริษัทอยู่รวมกันในกองทุนเดียว ทั้งนี้สามารถกำหนดข้อบังคับกองทุนของแต่ละบริษัทให้แตกต่างกันได้

    2. กองทุนร่วมทุน (Pooled Fund) คือ กองทุนที่ประกอบด้วยบริษัทที่มีขนาดต่างๆ ไม่ว่าขนาดเล็ก กลาง หรือใหญ่ เข้ามาอยู่รวมกันในกองทุนเดียว โดยสามารถกำหนดข้อบังคับกองทุนของแต่ละบริษัทให้แตกต่างกันได้ วัตถุประสงค์สำคัญของกองทุนประเภทนี้ ได้แก่ การเพิ่มมูลค่าเงินกองทุนในระยะยาวให้แก่สมาชิกกองทุน ด้วยการรวมเงินกองทุนของนายจ้างของบริษัทต่างๆ เข้าด้วยกัน เพื่อเพิ่มขนาดกองทุนซึ่งจะนำไปสู่ความสามารถในการกระจายความเสี่ยงในการลงทุน เพิ่มอำนาจในการต่อรอง ประหยัดค่าใช้จ่ายของกองทุน เพิ่มสภาพคล่อง ซึ่งในที่สุดช่วยเพิ่มโอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่ดียิ่งขึ้น

    การจัดตั้งและจดทะเบียนกองทุน

    • จัดตั้งคณะกรรมการกองทุน  
      คณะกรรมการกองทุนประกอบด้วย 2 ฝ่าย คือ ฝ่ายที่ได้รับการเลือกตั้งจากลูกจ้าง และฝ่ายที่ได้รับการแต่งตั้งจากบริษัทนายจ้าง โดยคณะกรรมการกองทุนทำหน้าที่แทนสมาชิกทุกคนในการควบคุมดูแลกิจการทั่วไปของกองทุน คัดเลือกและแต่งตั้งบริษัทจัดการกองทุน ผู้รับฝากทรัพย์สิน ผู้สอบบัญชี รวมถึงการติดต่อประสานงานกับบุคคลภายนอกในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

    • กำหนดข้อบังคับกองทุน
      เมื่อนายจ้างและลูกจ้างตกลงที่จะจัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพจะต้องกำหนดเงื่อนไขข้อบังคับของกองทุน เช่น การเข้าเป็นสมาชิกกองทุน การสิ้นสุดสมาชิกภาพจากกองทุน อัตราเงินสะสม-สมทบ และเงื่อนไขการจ่ายเงินสมทบ เป็นต้น

    • การดำเนินการจดทะเบียนจัดตั้งกองทุน
      บลจ.ทิสโก้ จะช่วยเตรียมเอกสารที่ต้องใช้ในการจัดตั้งกองทุน และประสานงานระหว่างคณะกรรมการกองทุนและสำนักงาน ก.ล.ต. เพื่อดำเนินการจดทะเบียนจัดตั้งกองทุน

      กองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่จดทะเบียนแล้ว จะมีสถานภาพเป็นนิติบุคคลแยกจากบริษัทนายจ้าง และบริษัทจัดการกองทุนโดยเด็ดขาด นอกจากนี้ กองทุนจะไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี กล่าวคือ เจ้าหนี้ของบริษัทนายจ้าง ของลูกจ้าง หรือ ของบริษัทจัดการกองทุน ไม่สามารถฟ้องร้องหรือดำเนินคดีเพื่อมีสิทธิในเงินกองทุนได้ อีกทั้งสิทธิเรียกร้องในเงินกองทุนก็ไม่สามารถโอนได้เช่นกัน

    ประโยชน์จากการจัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

    สำหรับนายจ้าง

    1. เพิ่มสวัสดิการพนักงาน
      กองทุนสำรองเลี้ยงชีพจดทะเบียนนับเป็นสวัสดิการที่มุ่งเน้นผลในระยะยาว กล่าวคือ บริษัทช่วยพนักงานออมเงินเพื่อจะได้มีเงินเป็นกอบเป็นกำสำหรับใช้จ่ายในอนาคตหลังจากออกจากงาน จึงเป็นการเพิ่มแรงจูงใจในการทำงานของพนักงานให้อยู่กับบริษัทนานขึ้น

    2. ช่วยให้การหมุนเวียนกระแสเงินสดดีขึ้น
      สำหรับบริษัทที่มีกองทุนบำเหน็จนั้น อาจประสบปัญหาในการจัดหาเงินก้อนให้กับพนักงานเมื่อพนักงานลาออก หรือเกษียณอายุ ซึ่งมักเป็นเงินจำนวนมาก แต่สำหรับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ บริษัทได้จ่ายเงินสมทบให้กองทุนแล้วทุกเดือนซึ่งเป็นจำนวนเงินที่แน่นอน เมื่อพนักงานลาออกจะได้รับเงินโดยตรงจากกองทุน โดยบริษัทไม่ต้องมีภาระในการจัดหาเงินอีก

    3. ลดภาระทางภาษี
      เงินสมทบที่บริษัทจ่ายเข้ากองทุน ถือเป็นค่าใช้จ่ายของบริษัทที่สามารถนำมาใช้ลดหย่อนในการคำนวณภาษีในรอบระยะเวลาบัญชีเดียวกันกับที่จ่ายเงินได้

    4. ลดภาระด้านการบริหารของบริษัท
      บริษัทจัดการกองทุนเป็นผู้มีความเชี่ยวชาญ มีหน้าที่โดยตรงในการบริหารกองทุน การเก็บข้อมูลและการจัดทำเอกสารต่างๆ ให้แก่กองทุน และการคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายให้กับสมาชิกที่ลาออก ดังนั้น ภาระในด้านการดูแลและบริหารของบริษัทนายจ้างจึงลดน้อยลง

    5. ช่วยเหลือในการพัฒนาประเทศ
      เงินที่บริษัทจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ถือเป็นการออมทรัพย์ประเภทหนึ่ง เงินออมดังกล่าวนี้มีส่วนช่วยในการพัฒนาประเทศ ทั้งในภาคธุรกิจและการพัฒนา สาธารณูปโภคของประเทศ

    สำหรับพนักงาน

    1. ลดภาระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี
      เงินสะสมที่ส่งเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ สามารถนำมาหักลดหย่อนภาษีได้ตามจำนวนที่จ่ายจริงสูงสุด 500,000 บาท แต่ไม่เกิน 15% ของค่าจ้างในปีนั้น

    2. เงินที่ได้รับจากกองทุนได้รับยกเว้นภาษีทั้งจำนวน
      เงินก้อนที่ได้รับจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพในกรณีที่สิ้นสุดสมาชิกภาพเพราะทุพพลภาพ เสียชีวิต หรือมีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์และเป็นสมาชิกกองทุนไม่น้อยกว่า 5 ปี จะได้รับยกเว้นภาษีทั้งจำนวน
          
    3. รายได้ที่เกิดขึ้นจากการลงทุนได้รับการยกเว้นภาษี   
      รายได้ที่เกิดขึ้นจากการลงทุนของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพจดทะเบียน เช่น ดอกเบี้ย เงินปันผล กำไร จะได้รับการยกเว้นภาษีทั้งจำนวน

    4. ได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีในส่วนเงินที่โอนเข้ากองทุนใหม่
      ในกรณีที่ลูกจ้างลาออกจากงาน และขอโอนเงินกองทุนจากบริษัทเดิมไปยังบริษัทใหม่ที่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพจดทะเบียน สมาชิกผู้นั้นจะยังคงได้รับผลประโยชน์ทางภาษี โดยอายุสมาชิกกองทุนจะได้นับต่อเนื่อง

    5. มีรายได้เพิ่มขึ้นโดยยังไม่ต้องเสียภาษีจากรายได้นั้น
      เงินสมทบที่บริษัทจ่ายเข้ากองทุน เปรียบเสมือนเงินเดือนที่พนักงานได้รับเพิ่มขึ้นโดยยังไม่ต้องนำมารวมกับรายได้เพื่อคำนวณภาษี จนกว่าจะสิ้นสุดสมาชิกภาพจากกองทุน

    6. มีการกระจายการลงทุนเพื่อลดความเสี่ยง
      กองทุนสำรองเลี้ยงชีพบริหารโดยบริษัทจัดการกองทุนที่มีประสบการณ์ และเป็นมืออาชีพ เงินกองทุนจึงได้รับการลงทุนโดยมืออาชีพ มีการวิเคราะห์วิจัยและกระจายการลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนที่ดีภายใต้ความเสี่ยงที่กองทุนยอมรับได้

    7. กองทุนมีความมั่นคงมากขึ้น
      กองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่จดทะเบียนแล้ว จะมีฐานะเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากนายจ้างและบริษัทจัดการกองทุน  ดังนั้น แม้ว่านายจ้างหรือบริษัทจัดการกองทุนจะประสบปัญหาทางการเงิน หรือถึงขั้นต้องเลิกกิจการไปก็ตาม พนักงานจะยังคงได้รับเงินกองทุนคืนตามสิทธิและข้อบังคับของกองทุนทุกประการ

    โครงสร้างและบุคคลที่เกี่ยวข้องของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

    1. นายจ้าง
      เป็นคนที่มีส่วนสำคัญในการก่อกำเนิดกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หากปราศจากนายจ้าง กองทุนสำรองเลี้ยงชีพก็ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ ดังนั้น นายจ้างจึงเป็นบุคคลที่มีความหวังดีต่อลูกจ้างในการให้สวัสดิการที่ดีเพื่อให้ลูกจ้างมีเงินก้อนไว้ใช้เมื่อเกษียณอายุ ออกจากงาน หรือออกจากกองทุน นายจ้างมีหน้าที่หลักในการนำส่งเงินสะสมและสมทบเข้ากองทุน

    2. ลูกจ้าง
      เป็นส่วนประกอบสำคัญอีกส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดกองทุนสำรองเลี้ยงชีพขึ้น มีหน้าที่ยินยอมให้นายจ้างหักค่าจ้างเป็นเงินสะสมเข้ากองทุน และต้องยินยอมปฏิบัติตามข้อกำหนดในข้อบังคับกองทุน

    3. คณะกรรมการกองทุน
      คณะกรรมการกองทุนเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญที่สุด เป็นตัวแทนของนายจ้างและลูกจ้างในการบริหารกองทุน ดูแลเงินให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่สมาชิกภายใต้ความเสี่ยงที่ยอมรับได้ โดยมีหน้าที่ความรับผิดชอบในการประสานงานเพื่อจัดตั้งกองทุน คัดเลือกบริษัทจัดการ การกำหนดนโยบายการลงทุนที่สอดคล้องกับโครงสร้างของกองทุน หรือแก้ไขข้อบังคับกองทุน เป็นต้น ซึ่งจะเห็นว่าเป็นหน้าที่ที่สำคัญมาก เนื่องจากอำนาจและหน้าที่บางอย่าง เช่น การแก้ไขข้อบังคับกองทุน จะมีผลผูกพันกับสมาชิกให้ต้องปฏิบัติตาม และการกำหนดนโยบายการลงทุนจะมีผลต่อความมั่นคง และผลตอบแทนของกองทุน ดังนั้น ก่อนที่จะเลือกบุคคลมาเป็นตัวแทนของนายจ้างหรือสมาชิก ควรพิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วน เลือกคนดีที่มีความรู้ความสามารถ เป็นคนดีมีความตั้งใจจริง มีความเสียสละ และสามารถอุทิศเวลาให้แก่เพื่อนๆ สมาชิกได้ ในทำนองเดียวกัน คณะกรรมการกองทุนก็ต้องปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนดด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ระมัดระวัง สมกับที่ได้รับความไว้วางใจจากนายจ้างและสมาชิก ทั้งนี้ คณะกรรมการกองทุนแบ่งเป็น

      - คณะกรรมการกองทุนฝ่ายนายจ้าง นายจ้างจะเป็นคนแต่งตั้ง ซึ่งอาจจะไม่ได้เป็นลูกจ้างก็ได้

      - คณะกรรมการกองทุนฝ่ายลูกจ้าง มาจากการเลือกตั้งของลูกจ้าง คนที่ได้รับเลือกจากลูกจ้างอาจไม่ได้เป็นสมาชิกกองทุนอยู่ก็ได้ ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขที่จะกำหนดไว้ในข้อบังคับ แต่ตามหลักแล้ว คณะกรรมการกองทุนฝ่ายลูกจ้างก็ควรจะเป็นสมาชิกอยู่ในกองทุนเอง เพราะคงไม่มีใครเข้าใจสมาชิกได้ดีเท่ากับสมาชิกด้วยกันเอง

    4. สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์
      หรือเรียกย่อ ๆ ว่า " สำนักงาน ก.ล.ต." ทำหน้าที่ควบคุมดูแลบุคคลที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับการจัดการกองทุนสำรองเลี้ยงชีพทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นบริษัทจัดการ ผู้รับฝากทรัพย์สิน และผู้สอบบัญชี เป็นต้น และอีกบทบาทหน้าที่หนึ่ง คือ ทำหน้าที่ในฐานะ "นายทะเบียนกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ" ในการรับจดทะเบียนจัดตั้งกองทุน การแก้ไขข้อบังคับกองทุน รวมทั้งควบคุมการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการกองทุนด้วย

    5. บริษัทจัดการ
      ทำหน้าที่ในการบริหารจัดการเงินของกองทุน โดยนำไปลงทุนให้ออกดอกออกผลเพื่อเป็นประโยชน์แก่สมาชิกกองทุน ดังนั้น คณะกรรมการกองทุนต้องร่วมกันเลือกบริษัทจัดการที่เหมาะสมเข้ามาบริหารจัดการกองทุน โดยบริษัทจัดการจะต้องได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ประเภทการจัดการกองทุนส่วนบุคคลด้วย

    6. ผู้สอบบัญชี
      ทำหน้าที่ตรวจสอบรายงานทางการเงิน รับรองความถูกต้องของข้อมูลตามรายงานทางการเงินของกองทุน ก่อนที่จะทำการเลือกผู้สอบบัญชีของกองทุน จะต้องทราบว่าสมาชิกในกองทุนมีจำนวนเท่าใด

      - หากกองทุนมีจำนวนสมาชิกไม่เกิน 100 ราย: ให้ผู้สอบบัญชีรับอนุญาตทั่วไปตรวจสอบและแสดงความเห็นในงบการเงินของกองทุนได้

      - หากกองทุนมีสมาชิกเกิน 100 ราย: ต้องให้ผู้สอบบัญชีที่ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงาน ก.ล.ต. ตรวจสอบและแสดงความเห็นในงบการเงินของกองทุน

    7. ผู้รับฝากทรัพย์สิน
      ทำหน้าที่ดูแลและเก็บรักษาทรัพย์สินของกองทุน ติดตามสิทธิประโยชน์ในเรื่องเงินปันผล และสิทธิต่าง ๆ ที่ได้จากการถือหุ้นในบริษัทที่กองทุนลงทุน โดยผู้รับฝากทรัพย์สินต้องได้รับความเห็นชอบจากสำนักงาน ก.ล.ต.

    8. ผู้รับรองมูลค่า
      ทำหน้าที่ตรวจทานการคำนวณมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (NAV: net asset value) ของบริษัทจัดการว่าถูกต้องหรือเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดหรือไม่ เนื่องจากข้อมูล NAV มีความสำคัญต่อการคำนวณจำนวนหน่วยสำหรับสมาชิกที่นำส่งเงินเข้ากองทุน และการจ่ายเงินให้แก่สมาชิกที่สิ้นสมาชิกภาพ โดยผู้รับรองมูลค่าต้องได้รับความเห็นชอบจากสำนักงาน ก.ล.ต.

    9. นายทะเบียนสมาชิก
      ทำหน้าที่รับเงินจากนายจ้างเข้ากองทุน จ่ายเงินจากกองทุนให้สมาชิกที่ลาออก จัดทำบัญชีรายชื่อสมาชิก จำนวนเงินสะสม เงินสมทบ และผลประโยชน์ของสมาชิกแต่ละราย และจัดส่งรายงานรายตัวสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้สมาชิกทราบทุกงวด 6 เดือนของปีปฏิทิน โดยรายงานจะต้องแสดงจำนวนหน่วยกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ มูลค่าต่อหน่วยกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ มูลค่าของเงินสะสมของสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เงินสมทบของนายจ้าง พร้อมทั้งผลประโยชน์ของเงินสะสมและเงินสมทบ โดยส่วนใหญ่แล้วบริษัทจัดการมักจะทำหน้าที่นี้เอง แต่ก็อาจมอบหมายให้บริษัทอื่นที่ได้รับอนุญาตจากสำนักงาน ก.ล.ต. ทำหน้าที่แทนก็ได้ โดยที่ผู้ปฏิบัติการกองทุนทำหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับสมาชิก ดังนั้น จึงมักเรียกกันโดยทั่วไปว่า "นายทะเบียนสมาชิก"

     

    สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม หรือสนใจจัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือพิจารณาเลือกบริษัทจัดการกองทุน
    โทร 0-2633-6000 กด 4 / www.tiscoasset.com / [email protected]

    © สงวนลิขสิทธิ์ 2561 ธนาคารทิสโก้ จำกัด มหาชน